ได้อ่านบทความนี้ครั้งแรกใน "ตามกลิ่นอินเดียนแดง" หลายปีต่อมาเมื่ออ่านฉบับภาษาอังกฤษ ยิ่งทำให้รู้สึกจุกในอก และเจ็บปวดในหัวใจ ไม่นานมานี้ จึงได้พบบทความนี้อีกครั้งใน "ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป" แปลโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ในปีค.ศ. 1854 ประธานาธิบดีของอเมริกา ได้ยื่นข้อเสนอ ขอซื้อผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของชาวอินเดียนแดง โดยจะจัดเขตสงวนสำหรับชาวอินเดียนแดงโดยเฉพาะ

นี่คือจดหมายตอบกลับจากหัวหน้าเผ่าที่ซีแอทเติ้ล (ถ้ายาวเกินไป อ่านเฉพาะที่ทำตัวหนาก็ได้นะคะ) ...

"หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตันได้แจ้งมาว่า เขาต้องการที่จะซื้อดินแดนของพวกเรา ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตรและความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่านเพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึดดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่พวกท่านจะซื้อขายท้องฟ้าได้อย่างไร และความอบอุ่นของผืนแผ่นดินนี้เล่า อาจซื้อขายได้หรือ สำหรับพวกเราแล้ว ความคิดเช่นนี้ช่างเป็นความคิดที่ประหลาดนัก

ในเมื่อพวกเรามิได้เป็นเจ้าของความสดชื่นในอากาศ ทั้งประกายระยิบระยับก็มิใช่สมบัติของเรา เช่นนี้แล้วท่านจะสามารถซื้อมันได้ด้วยหรือ

ทุกอนุภาคของผืนพิภพนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนของข้าพเจ้า ในทุกประกายของใบสน ในทุกเม็ดของทรายตามชายฝั่ง ในทุกเกล็ดหมอกกลางป่าไม้สีดำ ในทุก ๆ เสียงร้องอื้ออึงของแมลง สิ่งเหล่านี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์และสูงค่าในห้วงความทรงจำ และจากประสบการณ์ของคนของข้าพเจ้า น้ำหล่อเลี้ยงซึ่งซึมทราบอยู่ในต้นไม้ได้ซึมทราบความทรงจำของคนแดงไว้

ความตายของคนขาว ทำให้เขาหลงลืมถิ่นที่เกิดของตน เมื่อเขาขึ้นไปเดินอยู่ระหว่างดวงดาว แต่ความตายของเราไม่ได้หลงลืมโลกอันงดงามแห่งนี้ เพราะที่นี้คือแม่ของคนแดง เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก และโลกก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา ดอกไม้หอมคือน้องสาวของเรา ทั้งกวาง ม้า อินทรีใหญ่ ต่างก็เป็นพี่น้องของเรา ทั้งยอดผา และน้ำหวานในทุ่งกว้าง ไออุ่นในตัวลูกม้าและในกายของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต่างอยู่ร่วมในครอบครัวเดียวกัน

ดังนั้นเมื่อหัวหน้าใหญ่แห่งวอชิงตันได้ส่งข่าวมาว่า เขาปรารถนาจะซื้อผืนดินของเรา เขาหวังจากเรามากเกินไป หัวหน้าใหญ่พูดมาว่า จะสงวนที่แห่งหนึ่งไว้ให้เพื่อให้พวกเราได้อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย เขาจะเป็นเหมือนดังบิดา และพวกเราจะเป็นเหมือนดังบุตรของเขา ดังนั้นเราจะพิจารณาข้อเสนอเพื่อขอซื้อผืนดินแห่งนี้ แต่มันก็คงจะไม่ง่ายนัก เพราะผืนดินแห่งนี้ เราถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์

ผิวน้ำส่องประกายซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในลำธารและในแม่น้ำมันมิได้เป็นเพียงน้ำเท่านั้นหากแต่เป็นสายเลือดของบรรพบุรุษ ถ้าเราขายผืนแผ่นดินนี้ให้ท่าน ท่านจะต้องจดจำไว้เสมอว่ามันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และท่านต้องสอนลูกหลานว่า ประกายสะท้อนของน้ำใสนั้นมีวิญญาณ และมันได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์และความทรงจำในชีวิตของชนเผ่าของข้า

แม่น้ำคือพี่ชายของเรา มันช่วยดับกระหาย แม่น้ำคอยช่วยหนุนส่งเรือแคนู และให้ลูกหลานได้ดื่มกิน ถ้าเราขายผืนดินนี้ให้ท่าน ท่านจะต้องจดจำไว้และสอนบุตรหลานของท่านว่า แม่น้ำเป็นพี่ชายของเรา และพี่ชายของท่านด้วย ท่านจะต้องให้ความเคารพและเมตตาแก่แม่น้ำเหมือนดังที่ท่านให้แก่พี่ชายของตน

เรารู้ว่าคนขาวไม่เข้าใจวิถีทางของเรา ผืนแผ่นดินไม่ว่าแห่งนี้หรือว่าแห่งไหนก็เป็นเช่นเดียวกันสำหรับเขา เพราะว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าผู้ซึ่งมาในยามค่ำคืน และกอบโกยเอาทุกสิ่งทุกอย่างจากผืนดิน ไม่ว่าอะไรที่เขาต้องการ

โลกนี้มิใช่พี่ของเขา หากแต่เป็นศัตรู และเมื่อเขาได้ชัยเหนือมันเขาก็ผละจากไปทิ้งหลุมศพบรรพบุรุษไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี เขาขโมยโลกไปจากลูกหลานอย่างไม่ใส่ใจ สุสานบรรพบุรุษและสิทธิโดยกำเนิดของบุตรหลานถูกละเลย

เขากระทำต่อโลกผู้เป็นแม่และท้องฟ้าผู้เป็นพี่ ดังประหนึ่งเป็นสิ่งของซึ่งอาจซื้อขายได้ เขาปล้นและขายเหมือนดังแกะหรือลูกปัดสีเจิดจ้า ความละโมบหื่นกระหายของเขาจะกัดกินทุกสิ่งในโลกและเหลือไว้เพียงทะเลทรายและดินแดนที่รกร้างว่างเปล่า

ข้าไม่รู้ได้เพราะวิถีทางของเราต่างจากวิถีทางของท่าน ภาพของบ้านเมืองของคนขาวทำให้นัยน์ตาของคนแดงเจ็บปวด บางทีอาจเป็นเพราะว่าคนแดงเป็นพวกป่าเถื่อนและไม่อาจเข้าใจพวกท่านได้

ไม่มีที่สงบสักแห่งเดียวในเมืองของคนขาว ไม่มีที่ ๆ เราจะไปนั่งฟังเสียงใบไม้แตกยอดอ่อน แตกยอดกางออกในฤดูใบไม้ผลิ หรือเสียงถูปีกของแมลง แต่บางที อาจเป็นเพราะว่าพวกเราเป็นคนป่าจึงไม่เข้าใจวิถีทางของพวกท่าน สำหรับพวกท่าน เสียงเหล่านั้นมีแต่จะรบกวนทำลายหูเท่านั้น แล้วชีวิตนี้จะมีอะไรหลงเหลืออยู่เล่า หากคนไม่อาจได้ยินเสียงร้องอันเยือกเย็นของนกวิปปูร์วิล หรือเสียงร้องระงมของกบรอบ ๆ บึงในยามค่ำคืน ตัวข้าเป็นคนแดงไม่เข้าใจเลย

ตัวเราชาวอินเดียนชอบเสียงนุ่ม ๆ ของลมที่พลิ้วผ่านผิวน้ำในบึง เราชอบกลิ่นลมสะอาดซึ่งถูกชะล้างโดยฝนเที่ยงวัน เราชอบกลิ่นหอมจาง ๆ ของป่าสน

อากาศเป็นสิ่งทรงคุณค่าสำหรับคนแดง เพราะชีวิตทุกชีวิตต่างมีส่วนร่วมในลมหายใจเดียวกันไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ต้นไม้ คน ต่างอยู่ร่วมในลมหายใจนั้น พวกคนขาวคล้ายดั่งไม่ได้สำเหนียกในอากาศที่ตนหายใจเข้าไปเลย เหมือนดั่งคนที่ตายไปแล้วตั้งหลายวัน ตายจนศพขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็น

แต่ถ้าหากเราขายผืนดินนี้ให้ท่าน ท่านจะต้องจดจำใส่ใจไว้ว่า อากาศเป็นสิ่งทรงคุณค่าสำหรับเรา อากาศนั้นได้แทรกซอนอยู่ในชีวิตจิตใจของสรรพชีวิตที่มันหล่อเลี้ยง สายลมซึ่งให้ลมหายใจแรกแก่ปู่ของเรายังโอบอุ้มเอาลมหายใจสุดท้ายไว้ด้วย

หากเราขายผืนดินนี้ให้แก่ท่าน ท่านจะต้องรักษามันไว้ดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เป็นสถานที่ ๆ แม้แต่คนขาวก็ต้องมาสัมผัสรับรู้ถึงสายลมซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นหวานของดอกไม้แห่งท้องทุ่ง

ดังนั้น เราจะพิจารณาข้อเสนอของท่าน เพื่อขอซื้อผืนแผ่นดินแห่งนี้หากเราตกลงใจยอมรับ ข้าก็จะขอตั้งเงื่อนไขประการหนึ่งคือพวกคนขาวจะต้องปฏิบัติต่อสัตว์ทั้งหลายในผืนแผ่นดินแห่งนี้ประดุจพี่น้องของเขา

ข้าเป็นคนป่า และไม่สู้จะเข้าใจในวิถีทางอื่น ๆ นัก ข้าได้เห็นซากควายป่าเน่าเปื่อยผุพังนับพันนอนเกลื่อนอยู่ในทุ่งกว้าง ควายป่าเหล่านั้นถูกยิงโดยคนขาวซึ่งนั่งอยู่ในขบวนรถไฟซึ่งผ่านไปมา ข้าเป็นเพียงคนป่าและไม่เข้าใจว่าม้าเหล็กซึ่งปล่อยควันดำนั้นจะทำไมจึงสำคัญกว่าควายป่า ซึ่งเราจะฆ่าก็เพียงเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

มนุษย์จะเป็นอย่างไรถ้าปราศจากสัตว์ ถ้าสัตว์ทั้งหลายพากันสูญสิ้นไปจากโลก มนุษย์ก็จะต้องตายด้วยความอ้างว้างจากแก่นของวิญญาณ เพราะสิ่งใดก็ตามที่ได้เกิดขึ้นแก่สัตว์ สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ในไม่ช้า ด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวพันกัน

ท่านจะต้องสั่งสอนบุตรหลานของท่านว่า พื้นดินใต้เท้าของพวกเขานั้นคือเถ้าถ่านจากร่างกายของบรรพบุรุษของเรา ดังนั้นเขาจะต้องเคารพต่อพื้นดิน

จงบอกต่อลูกหลานว่าโลกนี้ ถูกทับถมเนืองแน่นด้วยชีวิตญาติพี่น้องของเรา

จงสอนลูกหลานของท่านดังเช่นที่เราสอนลูกหลานของเราว่าโลกนี้คือแม่ของเรา สิ่งที่บังเกิดขึ้นแก่โลก ก็ย่อมเกิดขึ้นกับบุตรธิดาของโลกด้วย ถ้ามนุษย์ดูแคลนแผ่นดินก็เท่ากับดูแคลนตัวเองด้วย

เรารู้ซึ้งถึงสิ่งนี้ โลกนี้มิใช่ของมนุษย์ มนุษย์ต่างหากที่เป็นสมบัติของโลกสิ่งนี้เรารู้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเหมือนดั่งสายเลือดในครอบครัวเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นแก่บุตรธิดาของโลกด้วย

มนุษย์ไม่ใช่ผู้สานทอใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงเส้นใยหนึ่งในนั้นสิ่งใดก็ตามที่เขาทำต่อสายใยนั้น ก็เท่ากับกระทำต่อตนเองแม้แต่กับคนขาว ซึ่งพระเจ้าทรงลงมาเดินเหินพุดคุยกับพวกเขาอย่างฉันมิตร ก็ต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกัน เราอาจเป็นพี่น้องกันได้ แล้วเราจะได้เห็นความจริง แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้และคนขาวจะได้รู้สักวันหนึ่งข้างหน้าคือพระเจ้าของเรานั้นคือพระเจ้าองค์เดียวกัน

พวกท่านอาจสำคัญผิดว่าพวกท่านครอบครององค์พระเจ้าไว้เป็นของตน ดังเช่นที่ท่านปรารถนาจะครอบครองแผ่นดินของเรา แต่เชื่อเถิดว่า ท่านจะไม่มีวันทำดังนั้นได้ เพราะพระองค์คือพระเจ้าของมวลมนุษย์และพระมหากรุณาของพระองค์แผ่ปกไปอย่างเท่าเทียมกันเหนือคนแดงและคนขาว

โลกนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของพระองค์ และการเอาเปรียบทำร้ายโลกนี้ก็คือการลบหลู่ดูหมิ่นพระผู้สร้าง เผ่าพันธุ์ของคนขาวก็เช่นกันจะต้องสูญสิ้นไป บางทีอาจจะรวดเร็วกว่าเผ่าพันธุ์อื่นเสียอีก หากท่านทำเตียงนอนให้เปรอะเปื้อนโสโครก ย่อมมีสักคืนหนึ่งที่ท่านจะอึดอัดขัดใจตาย

แต่ในความตายของท่านนั้น ท่านกลับทรงศักดายิ่ง ท่านถูกบรรจุด้วยพลังแห่งองค์พระเจ้าทรงชักนำท่านมาสู่แผ่นดินแห่งนี้และด้วยจุดประสงค์อันลี้ลับบางประการที่ได้ให้ท่านมีชัยเหนือดินแดนแห่งนี้และมีชัยเหนือคนแดงด้วย ชะตากรรมอันนี้เป็นสิ่งลี้ลับสำหรับเรา ด้วยเราไม่อาจเข้าใจได้เลยเมื่อแลเห็นควายป่าถูกฆ่าฟันอย่างสนุกมือ ม้าป่าถูกนำมาฝึกจนเชื่อง และป่ารกชัฏอันห่างไกลลี้ลับกลับแปดเปื้อนเต็มไปด้วยกลิ่นไอมนุษย์ ทัศนียภาพของเนินเขาที่พืชผลสุกอร่ามกลับระเกะระกะด้วยสายโทรศัพท์ หมู่ไม้แนวป่าอยู่ที่ไหน ล้วนหมดสิ้นไป นกอินทรีหายไปไหน สิ้นสุดพืชพันธุ์แล้วหรือ

นี่คือจุดจบของสิ่งมีชีวิตและเป็นจุดเริ่มต้นของการกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อสู้"

และ ปี 1977 รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับให้อินเดียนเผ่าเน็ซเพอร์ซ อพยพออกจากบริเวณหุบเขาวัลโลวา ที่พวกเขาอาศัยอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ให้ไปอยู่ในเขตสงวนแลปไว ที่ทางการจัดให้ แต่โจเซฟหัวหน้าเผ่าเน็ซเพอร์ซ ปฏิเสธที่จะอพยพออกไปจากดินแดน ของพ่อแม่พวกเขา รัฐบาลคนขาวจึงส่งนายพลโฮเวิร์ด พร้อมกำลังทหารมาจัดการกับเผ่าเน็ซเพอร์ซ

หัวหน้าโจเซฟพาคนของเขา ซึ่งประกอบด้วยนักรบ ๒๕๐ คน ผู้หญิงและเด็ก ๔๕๐ คน ม้าอีก ๒,๐๐๐ กว่าตัว ข้ามแม่น้ำหนีกองทัพ ของนายพลโฮเวิร์ด ที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด และเข้าโจมตีนักรบอินเดียนแดง ด้วยกำลังพลที่มากกว่า แต่หัวหน้าโจเซฟและบรรดานักรบ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญที่เหนือกว่า ต่อสู้จนทหารผิวขาวต้องแตกพ่ายกลับไปทุกครั้ง

หัวหน้าโจเซฟพาคนของเขาซึ่งมีทั้งคนแก่ ผู้หญิง และเด็ก หนีเตลิดไปไกลกว่า ๓๐๐ ไมล์ สร้างความประหลาดใจ ให้แก่กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นอย่างยิ่ง ทางกองทัพกลัวว่า หากข่าวนี้แพร่ออกไป จะเป็นการประจาน ความไร้ประสิทธิภาพของทหาร ที่ไม่สามารถจัดการกับ อินเดียนเผ่าเล็ก ๆ นี้ได้ จึงสั่งเคลื่อนกำลังทหาร หลายพันนายเข้ามา เพื่อทำการรบให้แตกหักเป็นครั้งสุดท้าย

กองทหารม้าสหรัฐฯ เดินทางมาถึงบริเวณแม่น้ำมิสซูรี และได้เข้าโอบล้อมชาวเน็ซเพอร์ซ ซึ่งขณะนั้นเหลือนักรบไม่กี่สิบคน กับเด็ก ผู้หญิง และคนชรา ที่กำลังจะตาย เพราะความหิวโหย และพายุหิมะ ทหารยื่นคำขาดให้อินเดียนยอมจำนน อย่างไม่มีเงื่อนไข หัวหน้าโจเซฟตระหนักดีว่า พวกเขาไม่มีทางชนะอีกต่อไป

ที่ตรงนี้เอง หัวหน้าโจเซฟได้กล่าวคำประกาศยอมแพ้ คำประกาศนี้ สะเทือนหัวใจทุกคน จนกลายเป็นสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ ที่มีการกล่าวถึงบ่อยที่สุด

"บอกนายพลโฮเวิร์ดเถิดว่าข้ารู้ถึงหัวใจของเขา สิ่งที่เขาบอกข้า ฝังอยู่ในหัวใจของข้ามาก่อน ข้าเหนื่อยที่จะสู้รบต่อไป หัวหน้าของเราถูกฆ่าหมด ลุกกิ้ง กลาส ตายแล้ว มันเป็นเรื่องของคนหนุ่ม ที่จะพูดว่าสู้หรือไม่สู้ ผู้ที่นำคนหนุ่มทั้งหลายออกรบตายไปแล้ว อากาศหนาวเย็น และเราต้องการผ้าห่ม เด็ก ๆ ของเรากำลังจะหนาวตาย ประชาชนของข้า หนีไปซ่อนตัวในหุบเขา ไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอาหาร และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน บางทีอาจจะหนาวตาย ข้าต้องการเวลาที่จะค้นหาเด็ก ๆ ของข้า และนับดูว่าเหลือรอดกี่คน บางทีข้าอาจหาพวกเขาเจอท่ามกลางซากศพ

จงฟังข้า หัวหน้าทั้งหลายของข้า หัวใจข้าอ่อนล้าและโศกเศร้า

ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป"

แต่ทหารสหรัฐฯ ไม่ได้พาอินเดียนเหล่านี้ ไปเขตสงวนแลปไวตามสัญญา แต่กลับนำตัวไปคุมขังในป้อมทหารแห่งหนึ่ง ในฐานะเชลยศึก ชาวเน็ซเพอร์ซร่วมร้อยคนล้มตายลงที่นั่น ด้วยโรคภัย และขาดอาหาร

หลายปีต่อมาหัวหน้าโจเซฟ ถูกเนรเทศในฐานที่เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และตายลงอย่างเงียบ ๆ ในป่าแห่งหนึ่ง

แปลและเรียบเรียงโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

Comment

Comment:

Tweet

Thanks so much for this awesome info.

#26 By http://blog.sina.com.cn/u/2968077024 (180.180.121.118|111.243.221.68, 180.180.121.118) on 2014-01-15 06:59

Our organization has been in the writing industry for a long time, so if you are hunting where to purchaser superior quality Comparison Essay perfectwritings.com, just get in touch with us.

#25 By Comparison Essay (31.184.238.73) on 2013-07-18 07:19

Your career is not an issue you can play with! Therefore, you need to treat it very seriously. Good custom writing corporation seems to be a right point to buy <a href="http://www.supreme-essay.com/custom-coursework.html">course work writing service</a> and secure your grades.

#24 By Hunter22Megan (31.184.238.73) on 2013-07-14 19:41

ตามหาหนังสือแบบนี้มานานขอบคุณครับที่นำมาให้อ่านกัน

#23 By ชินวร (103.7.57.18|118.172.214.9) on 2012-06-29 23:05

น่าจะอ่านเรื่อง เมฆขาว ของโรสลาเรน

#21 By ลอยลมเล่น on 2011-03-29 16:35

ผมได้มีโอกาศอ่านจนจบเล่มนับถือความคิดของชนเผาอินเดียแดงจริงๆครับ
ท้องทุ่งที่กว้างใหญ่ ถิ่นเก่าที่เคยอยู่มาครั้นแต่บรรพบุรุษ หากต้องจากมันไปโดยจำยอม สู้แล้วด้วยกำลังแต่ทานไม่ไหวซึ่งความบ้าแม้แต่สัตว์ยังไม่เว้น แค้นใจแค่ไหนในที่ต้องทน ถูกกักขังดังสัตว์ป่า ถูกรังเกียจดังภูตผี แม้นตายเพียงแค่กาย ใจวิญญาณข้ายังคง ณ ที่ดวงตะวันฉายแสงข้าจะไส้รบอีกต่อไป

#9 By jargours (119.42.77.167) on 2009-08-17 20:35

มันช่างซื่อตรง และหนักหน่วงจริงๆ
"พวกท่านจะซื้อขายท้องฟ้าได้อย่างไร และความอบอุ่นของผืนแผ่นดินนี้เล่า อาจซื้อขายได้หรือ"
...ได้สิ ขายกันเป็นล่ำเป็นสัน ทุกตารางเมตรที่เหยียบลงได้มีราคาทั้งนั้น

"มนุษย์ไม่ใช่ผู้สานทอใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงเส้นใยหนึ่งในนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขาทำต่อสายใยนั้น ก็เท่ากับกระทำต่อตนเอง"
...ตรรกะที่ชนพื้นเมืองคิดได้เมื่อ 150 ปีก่อน แต่เพิ่งจะมาตระหนักแรงๆ กันเมื่อหลายสิบปีหลัง


อ่านจบแล้วนึกเปรียบเทียบความรู้สึกกับตอนที่อ่านเรื่องบ้านเล็ก...ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างความคิด สิ่งที่มีค่าของชนหนึ่ง อาจไม่มีค่าอะไรมากมายสำหรับชนอื่นก็ได้

ปล.1 ขอบคุณที่แนะนำนะคะ ชักอยากอ่านอย่างจริงจัง
ปล.2 ชอบชื่อหนังสือจังเลย นานๆจะได้เจอหนังสือชื่อยาวๆแต่น่าสนใจแบบนี้

#8 By W-mira-S on 2009-01-20 23:26

ปอชอบอ่านหนังสือที่เขียนโดยชนเผ่าอินเดียนแดงเอง
มันอาจจะแปลก แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าเข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขา
ปอเองก็(อาจจะเพราะความเป็นเด็กบ้านนอก) ชอบธรรมชาติ ชอบลม ชอบน้ำ อยู่กรุงเทพไม่มีทุ่งกว้างๆที่ลมพัด ไม่มีอากาศหอมๆ รู้สึกเหนื่อยกว่าอยู่บ้านนอกค่ะ ปอเองก็รู้สึกว่าคนเราจะเหลืออะไรถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้

เวลาที่กลับบ้านทีไร ลงจากรถปุ๊บก็จะรู้สึกว่า หอมจังงง (ฮา)

#7 By hikaru on 2007-08-20 20:31

เคยอ่านตอนเรียนวิชาปรัชญาตอนปีหนึ่งค่ะ จำได้ว่าอ่านแล้วแอบน้ำตาซึมอยู่เงียบๆ ช่างเป็นจดหมายที่ไพเราะกินใจ และบีบคั้นหัวใจเสียเหลือเกิน แต่เอกสารที่อาจารย์แจกมาตอนนั้นมันตัดตอนมาแค่ส่วนหนึ่งแล้วก็หายไปแล้วด้วย ได้มาอ่านเต็มๆที่นี่อีกครั้งรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูกเลยค่ะ

คนขาวคิดว่าตัวเองมีอารยธรรมอันสูงส่ง เจริญก้าวหน้ากว่า และดูถูกพวกชนพื้นเมืองว่าโง่เขลาและล้าหลัง

แต่ทุกวันนี้โลกก็ได้พิสูจน์แล้วว่าใครกันแน่ที่โง่เขลากว่ากัน...

พวกเขาฉลาดพอที่จะเรียนรู้ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ของโลกใบนี้

ในขณะที่พวกเรานั้นช่างโง่เขลาที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของทุกสิ่ง ควบคุมได้ทุกอย่าง โลกเป็นเพียงสิ่งที่เราเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า...

ตอนนี้โลกก็ได้เตือนให้เรารู้แล้วว่าพวกเราหยิ่งผยองเกินไปเสียแล้ว...

ปากก็ประกาศปาวๆว่าโลกร้อน ให้ประหยัดพลังงาน ลดการใช้น้ำมัน บลาๆๆๆ

แต่ก็ชิงกันแย่งกรรมสิทธิ์ในดินแดนขั้วโลกเหนือเพื่อขุดหาก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เพราะโลกร้อนจนน้ำแข็งละลาย เข้าไปขุดหาได้ง่ายขึ้น...

ตกลงจะเอายังไงกันแน่เนี่ย?

#6 By naranjina on 2007-08-17 22:21

คิดถึงเพลง colors of the wind.

Think you own whatever land you land on
Earth is just a dead thing you can claim
But I know every rock and tree and creature
Has a life, has a spirit, has a name


Think the only people who are people
Are the people who look and think like you
But if you walk the footsteps of a stranger
You learn things you never knew
You never knew

* Have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon?
Or ask the grinning bobcat why he grinned(Or let the eagle tellyou there he's been)
Can you sing with all the voices of the mountains?
Can you paint with all the colors of the wind?
Can you paint with all the colors of the wind?


Come run the hidden pinetrails of the forest
Come taste the sun-sweet berries of the earth
Come roll in all the riches all around you
And for once never wonder what they're worth

The rainstorm and the rivers are my brothers
And the heron and the otter are my friends
And we are all connected to each other
In a circle in a hoop that never ends

How high does the sycamore grow
If you cut it down, then you'll never know

And you'll never hear the wolf cry
To the blue corn moon
Or whether we are white or copper-skinned
We need to sing with all the voices of the mountains
To paint with all the colors of the wind
You can own the Earth and still all you'll own is earth
Until you can paint with all the colors of the wind

เมื่อเจ้าคิดครอบครองแผ่นดินได้
ว่าแผ่นดินสิ้นไร้ชีพดับสูญ
แต่ข้ารู้ หิน, ต้นไม้ ,สัตว์ อากูล
ชีพ, วิญญาณ, ชื่อล้วนมูลกำเนิดมี


เมื่อเจ้าคิดว่าชนที่เป็นชาติ
ย่อมมิผาดผิดแผกแตกต่างที่
จากเจ้าเอง! แต่หากรู้สรรพชีวี
จะรู้มี สิ่งสวรรค์บันดาลมา

ยินไหม? สุนัขป่าครวญร้องก้องแสงจันทร์
ถามไหม? ไยแมวป่าแสยะยิ้ม?
เจ้าร้องเพลงกับคีตาแห่งขุนเขาได้ไหม?
และเจ้าฉาบทาด้วยสีสรรพ์ของสายลมได้?


มาวิ่งตามทางลับของต้นสน
มาลิ้มผลไม้ป่าแห่งโลกใหม่
มารับรู้ทุกสิ่งด้วยดวงใจ
ตระหนักในสิ่งที่เจ้าไม่เคยมอง

กระต่ายป่าแมวน้ำเป็นหมู่เพื่อน
พายุเหมือนแม่น้ำเป็นพี่น้อง
และหมู่เราร่วมกันในครรลอง
ดังวงวัฏสอดคล้องไร้จุดปลาย

แล้วยอดต้นไซคามอร์จะสูงเพียงไร?
หากเจ้าตัดทิ้งไป, จักมิมิทางทราบ


แล้วเจ้าจะไม่มีทางยินเสียงสุนัขป่าครวญร้องก้องแสงจันทร์
หรือ ไม่ว่าเราจะมีผิวสีใด ขาวหรือทองแดง
เราจำเป็นต้องร้องเพลงไปพร้อมกับคีตาแห่งขุนเขา
ระบายสีด้วยสรรพสีแห่งสายลม

เจ้าจักครองผืนดิน และเพียงแค่ผืนดิน
จนกว่าเจ้า, จะรู้จักระบายสีด้วยสีสรรพ์แห่งสายลม

อ่านแล้วกระแทกใจมากๆ ขอบคุณนะคะที่เอามาแบ่งปัน

#4 By ffr -_- on 2007-08-17 18:41

เป็นบทความที่ดีมากๆเลยค่ะ

#3 By = a n n = on 2007-08-17 15:34

มนุษย์เหมือนกัน...แต่ก็ไม่เหมือนกัน อ่านแล้วจุกในอก
ตอนอ่านจดหมายตอบกลับ...จู่ๆ ในหัวก็มีเพลง Colors of the wind ดังขึ้นมา
ธรรมชาติยิ่งใหญ่...สวยงาม มนุษย์สิ เป็นอย่างไรกันแน่

#2 By เมพหมี shakri on 2007-08-17 15:10

หนังสือเล่มนี้เคยอ่านเมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้ว อ่านแล้วหัวใจก็เศร้ากับชะตากรรมของชนเผ่าพื้นเมืองมาก

#1 By นกจร on 2007-08-17 14:33