ในปี 2006 Sakineh Mohammadi Ashtiani หญิงชาวอิหร่านคนหนึ่ง ถูกศาลตัดสินให้ถูกโบย 99 ครั้ง เมื่อยอมรับสารภาพว่าเธอมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายสองคน  หลังจากที่สามีเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน 

หลังจากได้รับโทษแล้ว เนื่องจากคดีฆาตกรรมของสามีของเธอโยงใยไปถึงลูกพี่ลูกน้องของสามี ซึ่งเป็นหนึ่งในชายคนที่เธอได้มีความสัมพันธ์ด้วย  เธอจึงถูกควบคุมตัวไว้เพื่อรอหลักฐานเพิ่มเติม จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2010 ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า Ashtiani เกี่ยวข้องกับการตายของสามีหรือไม่ แต่ศาลเชื่อว่า เป็นไปได้สูงที่เธออาจจะเคยเป็นชู้กับชายผู้นั้นในขณะที่สามียังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมากในกฎหมายชาริอะห์ของอิสลาม และตามกฎหมาย ระบุให้ประหารชีวิตด้วยการถูกก้อนหินรุมขว้างปาจนตาย

มีการถ่ายทอดคำสารภาพของ Ashitiani ออกทีวีไปทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม สำนักข่าวอัลจาซีร่า พาดหัวว่า Iran stoning woman 'confesses' และเรียกแผนการครั้งนี้ว่า 'Toxic propaganda'

ทนายของ Ashitiani หลบหนีไปอยู่ที่นอร์เวย์ หลังจากถูกทางการออกหมายจับ ภรรยาของเขายังถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศ

มีกระแสต่อต้านการตัดสินของศาลในครั้งนี้ไปทั่วโลก รวมทั้งในอิหร่านเอง เราได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเธอเมื่อสองเดือนก่อน และเมื่อเช้านี้มีข่าวออกมาว่า ศาลให้เปลี่ยนจากการลงโทษจากการเอาก้อนหินขว้างให้ตายมาเป็นการแขวนคอแทน โดยรายงานแจ้งว่าเธอจะถูกตัดสินประหารในวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งก็คือวันนี้

ทางการอิหร่านไม่ตอบรับหรือตอบปฏิเสธแต่อย่างใด

ยังไม่รู้ชะตากรรมของเธอ แต่ขอภาวนาให้เธอจากไปอย่างทรมานน้อยที่สุด

เท่าที่ทราบมา การรุมขว้างด้วยก้อนหินให้ตาย มีการกำหนดว่า ให้ผู้ขว้างเลือกใช้ก้อนหินขนาดพอเหมาะ เพราะถ้าก้อนใหญ่เกินไป อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตในทันที และถ้าเล็กเกินไป จะไม่สามารถทำให้บาดเจ็บรุนแรงได้

เมื่อช่วงต้นปี ทางมาเลเซียได้ตัดสินให้โบยหญิงสาวสามคนที่มีความสัมพันธ์กับชายอื่นที่ไม่ใช่สามี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมาเลเซียที่มีการตัดสินโทษโบยด้วยไม้ท่อนจากความผิดประเภทนี้

ทางการมาเลเซียแถลงว่า

"The punishment is to teach and give a chance to those who have fallen off the path to return and build a better life in future."

เรานึกว่าโลกเรากำลังก้าวไปข้างหน้าซะอีก

หากท่านใดพบข้อผิดพลาดในบทความชิ้นนี้ โปรดทักท้วงด้วย

Comment

Comment:

Tweet

ผู้ชายก็ถูกลงโทษแบบเดียวกันค่ะ เพียงแต่ส่วนใหญ่คนถูกลงโทษจะเป็นผู้หญิง หลายครั้งเป็นการลงโทษทั้งๆที่ยังท้องอยู่ก็มี (เพราะท้องขึ้นมา เลยเป็นหลักฐานว่าไปมีอะไรกับผู้ชาย)

@ Rene >> เรื่องการลงโทษแบบโหดๆในสมัยก่อนนั่น พี่ว่าเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปก็ดีแล้วนะ อีกอย่าง ปัจจุบันบริบทของสังคมไม่เหมือนเดิม สมัยก่อนสยามไม่เคยเห็นโลกกว้าง ไม่รู้ว่าที่อื่นเขาทำอะไรกันยังไง ถ้าให้เวลา ไม่แน่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปก็ได้ แต่ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ว่าคนที่ออกกฎในประเทศเหล่านั้นจะไม่รู้ถึงโลกภายนอก เพียงแต่กลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้อำนาจของตนเองลดลงไปมากกว่า

@ คุณมิราซ >> เรื่องแบบนี้มันหาหลักฐานลำบากค่ะ ถึงได้ต้องให้จำเลย "สารภาพ" ออกมาเอง

เห็นด้วยสุดใจเลยค่ะ เรื่องที่ประเพณีที่มีมาเป็นร้อยปีไม่จำเป็นต้องเหมาะสมกับยุคสมัยเสมอไป

#7 By chihaya on 2010-11-05 10:08

ถึงจะรู้ว่าศาสนา วัฒนธรรม การเมือง ความเชื่อ ยากจะแตะต้องจริงๆ แม้เราจะยอมรับไม่ได้ แต่สำหรับสังคมเขาแล้วมันอาจเป็นเรื่องถูกต้องก็ได้

ยังไงก็เหอะกฎที่บังคับใช้มานานเป็นร้อยเป็นพันปีไม่ได้แปลว่ามันจะเหมาะสมต่อไปอีกร้อยอีกพันปีหรอกนะ

ติดใจตรงนี้หน่อยคำว่า "ศาลเชื่อว่าเป็นไปได้สูงว่าคบชู้ขณะสามีมีชีวิตอยู่" แปลว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แค่สงสัยเฉยๆ เหรอคะ แต่ความเชื่อกับความสงสัยของศาลทำคนถึงตายเลยนะคะ

#6 By W-mira-S on 2010-11-04 20:30

Hot! Hot! Hot!

อ่านแล้วพูดไม่ออกเลย

#5 By kisara yui on 2010-11-04 18:04

เรื่องสังคมวัฒนธรรมนี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจริงค่ะ

พรอ่านบทความนี้แล้ว เลยเริ่มจะเข้าใจมุมมองของทางตะวันตกที่มองสยามในช่วงสมัยปลายร.4-ร.5 ที่มองว่าวิธีการลงโทษของสยามนั้นป่าเถื่อนมาก เหมือนกับที่เรามองย้อนกลับไปว่าการที่ชาวตะวันตกลงโทษคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดโดยการเผาทั้งเป็นนั้นก็ป่าเถื่อน

ในเวลานี้ก็คงไม่ต่างกันหรอกค่ะ ที่เราจะมองว่าการลงโทษแบบนี้ป่าเถื่อนเหมือนกัน แต่ก็คงต้องใช้เวลาในการปรับทัศนคติต่อมุมมองในความเสมอภาคชายหญิง และสิทธิมนุษยชน sad smile หนูหวังว่าวันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงจะมาถึงค่ะ หวังว่าจะไม่นานเท่ายุคกลาง


ส่วนแถลงการของทางการมาเลเซีย คงเพราะอิทธิพลของศาสนาด้วยค่ะ ที่ทั้งคริสต์และอิสลามจะเชื่อในวันพิพากษา (ถ้าหนูเข้าใจไม่ผิด) sad smile


(พี่กบขา ให้อภัยหนูด้วยที่เวิ่นเว้อ เทอมที่ผ่านมาหนูเรียนแต่วิชาแนวนี้ เลยอินกับบทความมาก)

#4 By ++Rene_Reclu$e++ on 2010-11-04 01:11

ออกกฏเพื่อผู้ชายโดยผู้ชาย...คนพิพากษาก็ผู้ชาย

ขอให้เธอได้รับความเป็นธรรมในแดนสุขาวดีนะคะ

#3 By - な み だ の 風 - on 2010-11-03 23:03

ในศาสนาอิสลามผมว่าเขาจำเป็นต้องให้มีกฎแบบนี้ อาจะเพราะไม่อยากให้หญิงไปได้กับชายอื่น ในขณะที่ผู้ชายหาเมียได้เรื่อยๆเพื่อขยายเผ่าพันธุ์

อย่างว่าคนออกกฎก็ผู้ชาย

#2 By Deear Gaeseng on 2010-11-03 21:55

ผู้หญิงมีอะไรกับชายอื่นที่ไม่ใช่สามีแล้วผิด แล้วผู้ชายมีอะไรกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาแล้วผิดด้วยหรือเปล่า ถ้ามีโทษแบบเดียวกันด้วย ก็ถือว่าแฟร์ๆ แต่เหมือนจะไม่ใช่

ไม่อยากจะว่าหรอกนะ แต่"ทราม"ว่ะ

#1 By LhinKo^_^ on 2010-11-03 21:49